กระปุกดอทคอม เว็บแรกที่คุณเลือก

เรื่องจริงจากหนังสือ The Long Winter (ฤดูหนาวอันแสนนาน)

โพสต์เมื่อ 8 ก.พ. 63 14:16:28 | 179


เรื่องจริงจากหนังสือ The Long Winter (ฤดูหนาวอันแสนนาน)

       Kapook World เป็นพื้นที่บริการสาธารณะ เปิดโอกาสให้สมาชิกเว็บไซต์ได้มีพื้นที่ในการโพสต์แนะนำ รูปภาพและคลิป แบ่งปันสิ่งที่น่าสนใจต่าง ๆ ได้อย่างมีอิสระ ผู้โพสต์เนื้อหาควรมีจิตสำนึกและมีความรับผิดชอบต่อสังคม เนื้อหาที่นำมาโพสต์ต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และ ห้ามโพสต์รูปภาพ/คลิป VDO/ข้อความ ละเมิดลิขสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นเป็นอันขาด อ่านแบบเต็มคลิกที่นี่...

รูปนี้โพสต์โดย tmin6 เมื่อ 8 ก.พ. 63 14:16:28 จาก URL นี้ : https://vegus168win.com/

เรื่องจริงจากหนังสือ The Long Winter (ฤดูหนาวอันแสนนาน)
เรื่องจริงจากหนังสือ The Long Winter (ฤดูหนาวอันแสนนาน)

เรื่องจริงจากหนังสือ The Long Winter (ฤดูหนาวอันแสนนาน)

โพสต์โดย tmin6 เมื่อ 8 ก.พ. 63 14:16:28


"พระจันทร์หลายดวง"

เขาชูเจ็ดนิ้ว หมายถึงหิมะใหญ่กำลังมา และจะอยู่นานถึงเจ็ดเดือนเลยทีเดียว

มีอินเดียนแดงบอกว่า ทุก ๆ เจ็ดปีอากาศแถบนี้จะหนาวจัดครั้งหนึ่ง และทุกครั้งที่ครบสามรอบ อากาศจะหนาวที่สุด หมายความว่าปีนี้อากาศจะหนาวที่สุดในรอบยี่สิบเอ็ดปีเลย

อินเดียนแดงจากไปแล้ว ชาวบ้านบางรายอพยพไปยังแผ่นดินที่อบอุ่นกว่า แต่ครอบครัวของลอรายังเลือกที่จะปักหลัก ณ ที่นี่ต่อไป...

เมื่อมันมาเป็นฤดูหนาวที่ทรมานและยาวนานจริงดังที่อินเดียนแดงเตือน พวกเขามีอาหารและเชื้อเพลิงไม่พอตลอดฤดูหนาว ต้องลดอาหารลงเหลือวันละสองมื้อ อาหารแต่ละมื้อพอแค่ประทังชีวิตเท่านั้นเอง

.

จากนี่เป็นเรื่องจริงจากหนังสือ The Long Winter (ฤดูหนาวอันแสนนาน) เขียนเมื่อปี พ.ศ. 2483 หนึ่งในชุด Little House (เช่น บ้านเล็กในป่าใหญ่, ป่าเล็กริมห้วย, ปีทองอันแสนสุข ฯลฯ) หนังสือในดวงใจของชาวโลกและของผมมานานหลายสิบปีแล้ว (ฉบับไทยแปลโดย สุคนธรส ขอแนะนำอย่างสูง)

หนังสือชุดนี้เขียนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 คนเขียนคือ ลอรา อิงกัลส์ หรือชื่อเต็มว่า ลอรา อลิซาเบธ อิงกัลส์ ไวล์เดอร์ เริ่มเขียนในวัยหกสิบสาม

ลอราเป็นลูกคนที่สองในจำนวนห้าคน แมรีเป็นพี่สาวคนโต ถัดจากเธอคือ แคโรลีนหรือแคร์รี เฟรดดี ที่ตายตอนอายุเก้าเดือน และเกรซ

แล้วเป็นหนังสืออัตชีวประวัติเชิงนิยาย ที่สะท้อนชีวิตและสังคมอเมริกาในยุคที่ผู้บุกเบิกไปตั้งรกรากทางตะวันตก หนังสือบรรยายความยากลำบากของชีวิตในยุคนั้นอย่างแจ่มชัด..

ลอราเป็นเด็กฉลาด เรียนดี แต่ไม่ค่อยมีโอกาสเรียนหนังสือเพราะบ้านของเธออยู่ในถิ่นไกลจากชุมชนเสมอ และยังไม่มีโรงเรียน บางครั้งพ่อกับแม่ก็ไม่มีเงินมากพอส่งเธอไปเรียน

ภายหลังเมื่อครอบครัวตั้งรกรากที่ เดอ สเมต แห่งรัฐดาโกตา เธอจึงได้เข้าโรงเรียนเป็นเรื่องเป็นราว เธอช่วยหารายได้เข้าบ้านด้วยการทำงานเป็นช่างเย็บผ้าและครู

ในปี พ.ศ. 2428 เธอเลิกเป็นครูและแต่งงานกับ อัลแมนโซ ไวล์เดอร์ เนื่องจากสมัยนั้นห้ามหญิงที่แต่งงานแล้วสอนหนังสือ ลอรามีลูกสองคน คนหนึ่งเป็นชาย ตายไปแต่เล็ก คนหนึ่งเป็นหญิงชื่อ โรส ไวล์เดอร์ เลน ต่อมากลายเป็นนักเขียนและนักทฤษฎีการเมืองที่มีชื่อเสียงของอเมริกา โรสนี่เองเป็นผู้แนะนำและจุดประกายให้ลอราเขียนหนังสือในกาลต่อมา

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ลอราเขียนหนังสือ ก็เพราะตลาดหุ้นพินาศในปี พ.ศ. 2472 เงินลงทุนแทบทั้งหมดของครอบครัวหายวับไป บวกกับความตายของแม่และแมรี ลอราก็เริ่มเขียนบันทึกเรื่องราวในวัยเด็กของเธอ นั่นคือวรรณกรรมชุด บ้านเล็ก นอกจากมันจะกลายเป็นรายได้หลักของเธอแล้ว ยังเป็นหนังสือยอดนิยมทั่วโลก

.

ฤดูหนาวปีนั้นคร่าชีวิตคนไปไม่น้อย บ้างตายเพราะความหนาวจัด บ้างเพราะอดอาหาร สมาชิกทุกคนในครอบครัวผ่ายผอม พ่อพยายามเข้าป่าไปล่าสัตว์ แต่ไม่สำเร็จ พ่อบอกว่าแม้แต่ฝูงกวางก็ผอม

บ้านมืดเพราะกลางวันในฤดูหนาวสั้น แม่เล่าว่า เมื่อตอนที่แม่ยังเล็ก ไม่เคยได้ยินคำว่าน้ำมันก๊าด แต่บ้านก็ไม่เคยขาดแคลนแสงสว่าง

พ่อบอกว่า "สมัยนี้มันก้าวหน้ามาก ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไป ทางรถไฟเอย โทรเลขเอย แล้วยังมีน้ำมันก๊าด เตาอบ ถ่านหิน ล้วนแต่ของดี ๆ วิเศษทั้งนั้น แต่ก็มีข้อเสียที่ว่าเราต้องพึ่งมันอยู่เรื่อย ขาดไม่ได้" (จาก ฤดูหนาวอันแสนนาน สำนวนแปลของ สุคนธรส)

เมื่อไม่มีถ่านหิน ไม่มีน้ำมันก๊าด พวกเขาก็หาหนทางทุกวิธีเพื่อให้รอดตายเพราะความหนาว ลอราช่วยพ่อทำฟืนจากหญ้าแห้งอย่างยากเย็น โดยการขุดหญ้าแห้งในกองหิมะ สบัดหิมะออกอย่างรวดเร็ว เพราะหากหิมะละลายหญ้าจะเปียกไม่ติดไฟ บิดหญ้าแห้งให้เป็นเกลียวยาว ขดแน่นเขม็ง กว่าจะทำได้แต่ละท่อนมือเท้าก็ชาด้านด้วยความหนาวเหน็บ ท่อนหญ้าแห้งกลายเป็นเชื้อเพลิงขับไล่ความหนาว แม้ทำยาก แต่มันก็เผาไหม้รวดเร็ว

ขนมปังหมดไปนานแล้ว พวกเขาต้องโม่ข้าวสาลีให้เป็นแป้งด้วยหีบโม่กาแฟอันเล็ก เทข้าวสาลีลงกรวยเหล็กในเครื่องโม่ จุได้เพียงครึ่งถ้วยชา ก็โม่ไปเรื่อย ๆ อย่างอดทน ได้แป้งข้าวสาลีหยาบ ๆ นิดเดียว ทุกคนช่วยกันโม่ทีละเล็กทีละน้อยจนได้มามากพอทำขนมปัง

เมื่อไม่มีน้ำมันก๊าดใช้จุดตะเกียงขับไล่ความมืด แม่ของลอราก็ทาน้ำมันขี้ผึ้งบนจานรองถ้วยน้ำชาเก่า ๆ ตัดเศษผ้าเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ วางกระดุมเม็ดหนึ่งลงบนเศษผ้านั้น รัดกระดุมจนแน่น เอาเชือกผูกไว้ ทิ้งชายเศษผ้าเป็นช่อแหลมข้างบน ใช้น้ำมันขี้ผึ้งถูตรงยอดนั้นหลายครั้ง วางห่อผ้ากระดุมบนจานขี้ผึ้ง เมื่อจุดไฟ มันก็เปล่งแสงเล็ก ๆ ออกมาเหมือนแสงเทียนในความมืด

.

ดวงจันทร์เจ็ดดวงผ่านไปในที่สุด สิ่งที่ลอราเรียนรู้คือคุณค่าของทุกสิ่งรอบตัว เธอรู้สึกปวดใจทุกครั้งที่เห็นเศษอาหารชิ้นเล็ก ๆ ที่กินไม่หมดบนจานของใครสักคน

มีแต่คนที่ผ่านความยากลำบากที่สุดของชีวิต จึงเห็นคุณค่าของ 'ความมี' และกล้าหาญพอที่จะผ่านชีวิตในช่วงของ 'ความไม่มี'

มนุษย์แต่ละคนย่อมต้องผ่าน 'ฤดูหนาว' แห่งชีวิต ไม่ว่าจะเป็น 'ฤดูหนาวสั้น ๆ' หรือ 'ฤดูหนาวอันแสนนาน' เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับชีวิตให้ผ่านอุปสรรคและวิกฤติไปให้ได้

ความจำเป็นและการดิ้นรนเอาชีวิตรอดทำให้เราต้องใช้สมองคิดมากกว่าเดิม

มาถึงยุคนี้ เกวียนกลายเป็นรถยนต์ รถไฟกลายเป็นรถไฟฟ้า เตาอบกลายเป็นเตาไมโครเวฟ โทรเลขกลายเป็นโทรศัพท์มือถือ เราก็ยังต้องรู้จักคุณค่าของความมี เช่นเดียวกับคุณค่าของความไม่มีเลย

.


เครดิตจาก : https://vegus168win.com/



คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ? รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !