กระปุกดอทคอม เว็บแรกที่คุณเลือก

ประวัติศาสตร์ " ล่ากวาง " คุ้นๆไหม

โพสต์เมื่อ 8 ก.พ. 63 05:46:06 | 458


ประวัติศาสตร์ " ล่ากวาง " คุ้นๆไหม

       Kapook World เป็นพื้นที่บริการสาธารณะ เปิดโอกาสให้สมาชิกเว็บไซต์ได้มีพื้นที่ในการโพสต์แนะนำ รูปภาพและคลิป แบ่งปันสิ่งที่น่าสนใจต่าง ๆ ได้อย่างมีอิสระ ผู้โพสต์เนื้อหาควรมีจิตสำนึกและมีความรับผิดชอบต่อสังคม เนื้อหาที่นำมาโพสต์ต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และ ห้ามโพสต์รูปภาพ/คลิป VDO/ข้อความ ละเมิดลิขสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นเป็นอันขาด อ่านแบบเต็มคลิกที่นี่...

รูปนี้โพสต์โดย tmin6 เมื่อ 8 ก.พ. 63 05:46:06 จาก URL นี้ : https://vegus111.com/

ประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์ " ล่ากวาง " คุ้นๆไหม

ประวัติศาสตร์ " ล่ากวาง " คุ้นๆไหม

โพสต์โดย tmin6 เมื่อ 8 ก.พ. 63 05:46:06


เวลาเที่ยงตรงวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 นายทหารสามคนเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ชั้นสูงในรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตาม มิฉะนั้นจะยึดอำนาจ ทหารทั้งสามนายคือ พ.อ.พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ พ.ท. พระเทเวศวรอำนวยฤทธิ์ และ ร.อ. เสนาะ รักธรรม ร.น. ถือหนังสือของพระองค์เจ้าบวรเดชฯมาเจรจากับทางรัฐบาล ข้อความในหนังสือเป็นคำขอหกประการ ข้อที่สำคัญที่สุดคือให้ “พระมหากษัตริย์ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วกาลปาวสาน”

คำตอบของฝ่ายรัฐบาลเป็นเสียงดังฟังชัด

เสียงปืนใหญ่!

แล้วสงครามกลางเมืองครั้งแรกหลังปี 2475 ก็อุบัติ
.

ผู้ก่อการเรียกตัวเองว่า คณะกู้บ้านเมือง นำโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม สนับสนุนด้วยกำลังทหารจากหัวเมือง ได้แก่ นครราชสีมา อุบลราชธานี สระบุรี อยุธยา นครสวรรค์ พิษณุโลก ปราจีนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี

มันเป็นการรวมตัวของคนหลายกลุ่ม ได้แก่ฝ่ายที่สูญเสียอำนาจจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ข้าราชการที่ไม่พอใจการปกครองของกลุ่มอำนาจใหม่ ข้าราชการซึ่งไม่พอใจที่ถูกปลด

พวกเขาเห็นว่าได้เวลากู้เกียรติของความเป็น ‘คณะเจ้า’ กลับคืน

คณะกู้บ้านเมืองประกอบด้วยทหารและพลเรือน แกนหลักฝ่ายทหารได้แก่ พล.อ. พระองค์เจ้าบวรเดช กฤดากร พ.อ. พระยาศรีสิทธิสงคราม นายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคน ฝ่ายพลเรือนได้แก่ ม.จ. สิทธิพร กฤดากร ม.จ. ศุขปรารภ กมลาสน์ ม.จ. วิเศษศักดิ์ ชยางกูร พระยาศราภัยพิพัฒ นายหลุย คีรีวัต เป็นต้น

สำหรับพระยาศรีสิทธิสงคราม ถูกลดบทบาทลงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทหารคณะราษฎรหลายคนแสดงอาการดูแคลนพระยาศรีสิทธิสงคราม จนมาถึงฟางเส้นสุดท้ายเมื่อถูกปลดจากตำแหน่งเสนาธิการทหารบก

ดังนั้นเมื่อพระองค์เจ้าบวรเดชฯคิดก่อรัฐประหาร พระยาศรีสิทธิสงครามก็เข้าร่วมด้วย

แผนการยึดอำนาจเรียกว่า แผนล้อมกวาง ใช้นครราชสีมาเป็นศูนย์บัญชาการ

พระองค์เจ้าบวรเดชทรงเคยเป็นแม่ทัพที่นครราชสีมา มีผลงานปรับปรุงพัฒนากองพันนครราชสีมาจนเป็นที่รักเคารพของเหล่าทหาร ข้าราชการ และชาวอีสาน ดังนั้นจึงทรงเชื่อว่าควรใช้นครราชสีมาเป็นฐานก่อรัฐประหาร อีกทั้งเห็นว่าชาวโคราชมีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์

กำหนดการลงมือคือวันที่ 10 ตุลาคม 2476 แต่เลื่อนออกไปอีกหนึ่งวันเป็น 11 ตุลาคม

“เราต้องรอทหารจากอุดรธานี”

“ทำไมยังไม่ออกเดินทาง?”

“พวกนั้นแจ้งว่าไม่มีรถไฟ จึงต้องใช้ทางเกวียนไปขึ้นรถไฟที่ขอนแก่น”

วันที่ 11 ตุลาคม กำลังทหารจากหลายจังหวัดเข้ายึดพื้นที่ดอนเมือง รุ่งสางวันที่ 12 ตุลาคม พ.อ. พระยาศรีสิทธิสงครามนำทหารช่างอยุธยาสองกองพัน ลงเรือโยงลากด้วยเรือกลไฟไปขึ้นบกที่รังสิต

ทหารกบฏแยกย้ายกันไปยึดสถานีรถไฟบางเขน หลักสี่ และรังสิต ตามแผนกำลังทหารจากนครสวรรค์ ราชบุรี ปราจีนบุรี อุบลราชธานี อุดรธานี จะตามมาสมทบ

หลังจากทหารบวรเดชยึดพื้นที่บางเขน ก็ปักหลักที่สถานีหลักสี่ ทหารม้าจากนครราชสีมาห้ากองร้อยประจำแนวรบ ด้วยปืนกลห้ากระบอก

รัฐบาลแต่งตั้งหลวงพิบูลสงครามเป็นแม่ทัพปราบกบฏ ตั้งกองอำนวยการที่สถานีรถไฟบางซื่อ ส่งกองพันที่ 7 และ 8 เข้าไปรับมือ

แล้วการรบก็บังเกิด เสียงปืนกลผสมเสียงฟ้าคำราม ห่ากระสุนผสมห่าฝน เลือดผสมเลือด

.

ฝ่ายกบฏรอกำลังทหารปืนใหญ่จากนครสวรรค์ แต่กำลังทหารนครสวรรค์ก็มาไม่ถึง เพราะถูกทหารรัฐบาลสกัดที่สถานีโคกกระเทียม ทหารนครสวรรค์จึงต้องลงเรือมาแทน พระยาเสนาสงคราม แม่กองหนีเล็ดลอดลอบมาสมทบได้

รัฐบาลตั้งด่านสกัดทหารจากหัวเมืองอื่นๆ เข้ากรุง ทหารจากเพชรบุรีถูกทหารฝ่ายรัฐบาลที่ราชบุรีสกัดที่สถานีบ้านน้อย (สถานีเขาย้อย) จนไม่สามารถฝ่ามาสมทบฝ่ายกบฏที่ดอนเมือง

หลวงพิบูลสงครามสั่งเรียงปืนใหญ่เป็นแถวบนถนน ยิงไปที่ทหารบวรเดชซึ่งอยู่ห่างออกไปแปดกิโลเมตร ผู้คุมการยิงคือ พ.ท. หลวงพิบูลสงคราม พ.ต. หลวงกาจสงคราม พ.ต. หลวงเกรียงศักดิ์พิชิต ยิงไปสี่สิบนัด แต่ไม่ถูกเป้า กระสุนปืนใหญ่ทั้งหมดตกลงในท้องทุ่ง

ฝ่ายกบฏปักหลักสู้ที่สถานีรถไฟหลักสี่ วันที่ 14 ตุลาคม กำลังทหารม้าจำนวนห้ากองร้อยของนครราชสีมารุกทหารฝ่ายรัฐบาลจนถอยร่น และเข้ายึดคลองบางเขนไว้ได้อีกครั้ง

รัฐบาลออกประกาศทางวิทยุกระจายเสียง ให้พวกกบฏยอมจำนนแต่โดยดี ความผิดของกบฏคือโทษประหารชีวิต แต่รัฐบาลจะไม่เอาผิดทหารฝ่ายกบฏหากยอมวางอาวุธมอบตัว เพราะเห็นว่าทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเท่านั้น

หลวงพิบูลสงครามมิได้รบด้วยอาวุธอย่างเดียว ยังใช้การเจรจากับทหารหัวเมือง จนกองทหารบางแห่งเปลี่ยนใจ ไม่มาตามนัด ทำให้ทหารจังหวัดอื่นลังเลไปด้วย ไม่นานกองพันทหารราบที่ 9 ปราจีนบุรีก็เปลี่ยนข้างไปเข้ากับรัฐบาล ตามมาด้วยกองพันพิษณุโลก ลพบุรี นครสวรรค์ ลำปาง

หากคณะกู้บ้านเมืองเป็นพายุ มันก็เริ่มอ่อนแรงลง ตั้งแต่ยังพัดไม่ถึงเป้าหมาย

.

วันที่ 15 ตุลาคม ทหารรัฐบาลขนปืนกลหนัก ปืนใหญ่ และรถถังเบาขึ้นรถไฟที่สถานีบางซื่อ นำทัพโดยหลวงอำนวยสงคราม บรรทุกทหารราบหลายกองร้อยไปด้วย น้ำหนักปืนใหญ่ทำให้หัวรถจักรคันเดียวไม่ไหว ต้องใช้หัวรถจักรอีกคันหนึ่งดันหลัง

หมายบดขยี้ฝ่ายกบฏให้แหลกลาญ

รถไฟขนปืนใหญ่แล่นมาถึงแถววัดเทวสุนทร พลันเสียงปืนกลก็ดังกังวานต่อเนื่อง ฝ่ายกบฏที่หลบอยู่ที่วัดเทวสุนทรกระหน่ำยิงรถไฟ กลางห่ากระสุนที่ปลิวว่อน กระสุนนัดหนึ่งยิงเข้าที่กกหูหลวงอำนวยสงคราม ตายคาที่ รถไฟของรัฐบาลถอยหลังกลับ

หลวงพิบูลสงครามสั่งรุกต่อ ส่งปืนใหญ่มาทางรถไฟอีกครั้ง

ฝ่ายกบฏปรึกษากัน “พวกนั้นไม่ยอมเลิก”

“จะทำอย่างไร?”

“เราต้องทำลายรถไฟของฝ่ายนั้น”

“ทำลายยังไง?”

“ขับรถไฟไปชนรถไฟของพวกนั้น”

สารวัตรรถจักรชื่อ อรุณ บุนนาค อาสาขับหัวรถจักรฮาโนแม็กหมายเลข 277 ออกจากสถานีรถไฟดอนเมือง วิ่งบนรางเดียวกับรถไฟฝ่ายรัฐบาล

รถไฟฝ่ายรัฐบาลส่งเสียงหวูดเตือน แต่รถไฟกบฏไม่ยอมหยุด พุ่งตรงเข้าชนประสานงา

อรุณ บุนนาค กระโดดลงจากรถไฟ หัวรถจักรเปล่าพุ่งเข้าหาขบวนรถไฟบรรทุกปืนใหญ่ด้วยความเร็วสูง หัวรถจักรสองคันชนกันอย่างแรง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว หัวรถจักรล้มตกลงไปข้างทางทหารรัฐบาลตายสิบสามคน บาดเจ็บอีกจำนวนมาก รวมทั้ง พ.ต. หลวงกาจสงครามที่คุมขบวนมา บาดเจ็บหูขาด

ส่วน อรุณ บุนนาค ปลิวออกจากรถไฟ กระแทกกับหินข้างทางจนหมดสติไป ต่อมาก็เดินกะเผลกไปตลอดชีวิต

ชีวิตทหารทั้งสองฝ่ายที่ร่วงดับ ทำให้สงครามกลางเมืองมาถึงจุดที่ให้อภัยกันไม่ได้แล้ว ต้องรบให้ตายไปข้างหนึ่ง

.

หลวงพิบูลสงครามไปเจรจากับทหารเพชรบุรี

“ถ้าคุณร่วมกับเรา เราจะนิรโทษกรรมให้ และลืมเรื่องนี้ คุณก็มองออก ฝ่ายบวรเดชต้องแพ้แน่นอน”

ทหารเพชรบุรีจึงเปลี่ยนข้างไปเข้ากับรัฐบาล

เมื่อทหารเพชรบุรีเปลี่ยนข้าง ทหารหัวเมืองอื่นก็คิดหนัก ในที่สุด ผ.บ. กองพันทหารอุบลฯก็เปลี่ยนใจไปเข้ากับฝ่ายรัฐบาลเช่นกัน เมื่อรัฐบาลเสนอเงื่อนไขนิรโทษกรรมให้

ตามข้อตกลงกับฝ่ายรัฐบาล กองทหารอุบลราชธานีเดินทางสู่โคราช รื้อทางรถไฟช่วงปากช่อง-โคราช แล้วเข้ายึดนครราชสีมา เพื่อให้ฝ่ายบวรเดชเข้าเมืองโคราชไม่ได้ บีบให้ฝ่ายบวรเดชรบสองด้าน

หลังจากทหารราบอุบลราชธานียึดเมืองโคราช ฝ่ายบวรเดชก็ส่งพระยาเสนาสงครามคุมกำลังทหารสี่ร้อยนายไปยึดบุรีรัมย์เป็นฐานก่อนยึดอุบลราชธานีต่อไป

คำสัญญาจะไม่เอาโทษของรัฐบาลบวกกับเสบียงที่เริ่มร่อยหรอ ทำให้ทหารกบฏส่วนหนึ่งหลบหนีไปมอบตัวต่อฝ่ายรัฐบาลทุกวัน

เสนาธิการฝ่ายกบฏประชุมกัน พระยาศรีสิทธิสงครามรายงานว่า “ตอนนี้เรามีกำลังน้อยกว่า เพราะหลายกองพันหัวเมืองเข้ากับรัฐบาลแล้ว เนื่องจากรัฐบาลสัญญาจะนิรโทษกรรมให้ ตอนนี้เหลืออยู่ไม่มากที่ยังยืนหยัดสู้ร่วมกับเรา”

พระองค์เจ้าบวรเดชตรัส “ความผิดพลาดของเราคือเชื่อว่าหัวเมืองต่างๆ มีอุดมคติเดียวกับเรา เราน่าจะรู้แล้วตั้งแต่ทหารจากอุดรธานีแจ้งว่าไม่มีรถไฟ จึงมาช้า เป็นผลให้ต้องเลื่อนวันปฏิบัติการ ความจริงคือทหารอุดรธานีลังเลตั้งแต่แรกว่าจะเข้าร่วมด้วยหรือไม่”

“เราจะทำอย่างไรต่อไป?”

“นี่เป็นเวลาที่เราจะปรับขนาดกองทัพ ใช้เฉพาะที่ต้องการรบต่อจริงๆ เราจะถอยกลับไปตั้งหลักที่นครราชสีมา ปากช่องจะเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของเรา”

แม่ทัพฝ่ายบวรเดชสั่งการให้ถอนกำลังทหารออกจากหลักสี่ไปขึ้นรถไฟสามขบวนที่ดอนเมือง รถไฟขบวนแรกบรรทุกกองทหารนครราชสีมากับทหารสระบุรี ขบวนที่สองบรรทุกทหารอุบลราชธานีกับทหารโคราช ขบวนที่สามบรรทุกทหารราบโคราชกับทหารช่างอยุธยา มุ่งหน้าสู่ปากช่อง โดยทิ้งทหารกองพันทหารราบนครราชสีมาและกองพันทหารม้าสระบุรีจำนวนหนึ่งเฝ้าระวังหลัง ต้านทหารรัฐบาลที่ไล่ล่าตามมา

พระยาศรีสิทธิสงครามคุมกำลังสามร้อยนายระวังหลัง แม่ทัพสั่งทหาร “ทำลายเส้นทางรถไฟไปนครราชสีมา ตั้งแต่แก่งคอยเป็นต้นไป ระเบิดทำลายสะพาน เพื่อถ่วงเวลาการเคลื่อนกำลังของรัฐบาล รื้อรางรถไฟ ใช้ไม้หมอนทำรังปืนกลไว้ทุกกิโลเมตร ความยาวสี่กิโลเมตร เมื่อรถไฟขนทหารรัฐบาลเดินทางมาถึงสถานีรถไฟแก่งคอย จะถูกบังคับให้หยุดรถไฟ และต้องเคลื่อนพลด้วยเท้าเท่านั้น เมื่อนั้นก็จะพบรังปืนกลหนักของฝ่ายเรารออยู่”

ในเวลาเดียวกันพระองค์เจ้าบวรเดชและพระยาเสนาสงครามเคลื่อนทัพไปถึงนครราชสีมา ขับไล่พวกทหารอุบลฯออกไปสำเร็จ

วันที่ 20 ตุลาคม 2476 ทหารรัฐบาลรุกหนักขึ้น ยึดสถานีแก่งคอยได้สำเร็จ

ฝ่ายกบฏที่เหลือถอยร่นไปเรื่อยๆ จำนวนหนึ่งเปลี่ยนใจเปลี่ยนข้าง

สองวันต่อมา ทัพรัฐบาลก็รุกยึดทับกวางสำเร็จ ทหารบวรเดชไปตั้งรับที่หินลับ กำลังรัฐบาลตั้งหลักที่กิโลเมตรที่ 140 ระยะทางสี่กิโลเมตรห่างจากหินลับ

วันที่ 23 ตุลาคม ทั้งสองฝ่ายรบกันทั้งวัน ทหารรัฐบาลพยายามบุกยึดหินลับให้ได้ ณ หลักกิโลเมตร 142 ทหารไทยทั้งสองฝ่ายติดดาบปลายปืนตะลุมบอนห้ำหั่นกัน ทหารบวรเดชล้มตายจำนวนมาก

แม่ทัพใหญ่ฝ่ายบวรเดชครุ่นคิดหนัก แม้ข่าวล่าสุดคือพระยาเสนาสงครามยึดบุรีรัมย์ได้ แต่สถานการณ์โดยรวมเลวร้ายกว่าที่เขาคิด

พวกเขากำลังแพ้
.

เย็นนั้นพระยาศรีสิทธิสงครามกับนายทหารคนสนิท ร.ต. บุญรอด เกษสมัย ออกจากค่ายที่สถานีหินลับ ไปตรวจความพร้อมในการรบ แม่ทัพกับทหารคนสนิทเดินไปตามทางรถไฟ ไปถึงเสาโทรเลขต้นที่สี่ของหลักกิโลเมตรที่ 143

พลันทหารทั้งสองก็เผชิญหน้ากับทหารรัฐบาลหมวดหนึ่งที่กำลังเดินสวนทางมา ห่างกันในระยะยี่สิบเมตร ทหารรัฐบาลคนหนึ่ง ร.ท. ตุ๊ จารุเสถียร (ต่อมาคือจอมพลประภาส จารุเสถียร) ยิง พระยาศรีสิทธิสงครามล้มลงเสียชีวิต ส่วนทหารคนสนิทถูกจับและถูกทุบตีอย่างไม่ปรานี ขณะที่ทหารฝ่ายรัฐบาลย่ำยีศพแม่ทัพผู้จากไป

ข่าวพระยาศรีสิทธิสงครามถูกยิงเสียชีวิตที่หินลับสร้างความตื่นตกใจต่อทหารกบฏอย่างยิ่ง สิ้นแม่ทัพใหญ่ ทหารบวรเดชก็หมดกำลังใจสู้รบต่อไป

สถานีหินลับแตกในคืนนั้น

นายทหารผู้หนึ่งกล่าวว่า “เรายังรบต่อไปได้ โดยยึดนครราชสีมาเป็นฐาน”

พระองค์เจ้าบวรเดชฯตรัส “เรื่องจบแล้ว อย่าสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวโคราชมากไปกว่านี้เลย”

ทรงสั่งการ พล.ต. พระยาเสนาสงคราม “ติดต่อฝ่ายรัฐบาลเพื่อดำเนินการยอมแพ้”

บ่ายวันที่ 25 ตุลาคม 2476 พระองค์เจ้าบวรเดชฯและพระชายาขึ้นเครื่องบินเบร์เกต์จากสนามบินทหารนครราชสีมา ร.อ. หลวงเวหนเหินเห็จเป็นนักบิน ไปลี้ภัยที่กรุงพนมเปญ

เช้าตรู่วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2476 ทหารกบฏทั้งหมดรวมพลที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ สีหน้าหม่นหมองเศร้าสร้อย พระยาเสนาสงครามสั่งการให้ ร.อ. หลวงหาญรอนรบ (เจือ สาลิคุปต์) ผบ. กองร้อย ม.พัน 4 นำทหารและอาวุธไปรอมอบตัวต่อทัพรัฐบาลที่นครราชสีมา หลังจากนั้นนายทหารชั้นผู้ใหญ่สามสิบกว่าคนที่มีคำสั่งจับตายก็ขี่ม้าข้ามช่องเสม็ด หนีไปลี้ภัยที่อินโดจีน

ปฏิบัติการล้อมฆ่ากวางยุติหลังผ่านไปเพียงสิบห้าวัน

กวางสู้

กวางชนะ

.

หมายเหตุ หลังกบฏสิ้นสุด รัฐบาลตั้งรางวัลนำจับพระองค์เจ้าบวรเดชฯหนึ่งหมื่นบาท พระยาเทพสงครามห้าพันบาท

รัฐบาลตั้งศาลพิเศษพิจารณาคดีกบฏบวรเดช ประกอบด้วยคดีฟ้องร้อง 81 คดี จับผู้เกี่ยวข้อง 600 คน พิพากษาลงโทษ 230 คน นักโทษคดีกบฏบวรเดชติดคุกที่บางขวาง แต่ต่อมาบางส่วนถูกส่งไปขังที่เกาะตะรุเตาและเกาะเต่า

รัฐบาลสร้างอนุสาวรีย์ปราบกบฏที่ตำบลหลักสี่ อำเภอบางเขน กรุงเทพฯ

รายละเอียดอ่านเพิ่มเติมได้จาก ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน 16 องศาเหนือ และน้ำเงินแท้

.


เครดิตจาก : https://vegus111.com/



คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ? รอโหลดข้อความของเพื่อน ๆ ด้านล่างนี้สักครู่ แล้วร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย !
รูปน่าสนใจอื่นๆ